เด็กจะรู้สึกถึงความสนุกสนานร่าเริงเ

ต้นสายปลายเหตุสำคัญที่ทำให้การดูภาพยนตร์ทำให้เด็กสามารถปรับปรุงความชำนาญภาษาอังกฤษได้

 ก็คือ (อ้างอิงจากเว็บไซต์แห่งนี้ครับผม
1. ภาษาอังกฤษที่อยู่ในรูปภาพยนตร์ จะเป็นภาษาอังกฤษที่ถูกใช้ในชีวิตประจำวัน (นั
กวิชาการจะเรียกว่า Authentic Language)
ซึ่งทำให้พวกเรารู้จักดีกับศัพท์ แล้วก็ส่วนประกอบประโยค ที่ได้โอกาสที่จะใช้งานจริงๆในชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่เหมือนกับภาษาอังกฤษที่เรียนในตำราเรียน (ซึ่งบางทีอาจจะไม่ค่อยได้ใช้จริงในชีวิตประจำวันบ่อยครั้งนักก็ได้ หรือเป็นภาษาหนเป็นทางการมากมายๆ) ยิ่งกว่านั้นด้วยการแสดงที่สมหน้าที่ 

ทั้งยังภาษากาย และก็การสื่ออารมณ์ออกมาของดารา จะมีผลให้เด็กรู้เรื่องภาษาได้มากขึ้น ที่สำคัญถ้าเกิดรับดูบ่อยพอเพียง ก็จะก่อให้รู้จักกับ “การออกเสียง รวมทั้งการเน้นคำ (Stress) ของศัพท์ต่างๆได้อย่างแม่นยำ” ตลอดจนรู้เรื่อง “การใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างแม่นยำตามกาลเทศะต่างๆ” อีกด้วย

2. เด็กจะได้ศึกษาศัพท์ จากบทสนทนาในรูปประโยคต่างๆทำให้เด็กทำความเข้าใจ และก็รู้จักอัตโนมัติว่า ศัพท์คำนี้สื่อความหมายยังไง รวมทั้งวางในรูปประโยคที่ใช้ในลัษณะของการติดต่อสื่อสารยังไง ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการเล่าเรียนศัพท์ แบบท่องศัพท์แบบลำพังๆที่ทำให้เด็กทราบเฉพาะว่ามันสะกดเช่นไร รวมทั้งสื่อความหมายยังไง ซึ่งครั้งคราวถึงแม้ว่าเด็กทราบดีว่าศัพท์คำนี้สะกดยังไง สื่อความหมายเช่นไร

แต่ว่าไม่สามารถไม่เคยทราบก็ได้ว่าศัพท์คำนี้อ่านออกเสียงว่ายังไง ดังเช่น Debt เด็กบางบุคคลอ่านไม่ถูกว่า “เด๊บ” แม้ว่าถูกแล้วจะต้องอ่านว่า “เด๊ท” หรืออย่างคำว่า Subtle เด็กบางบุคคลอ่านไม่ถูกว่า “ดูดซึมเทิ่ล” ถึงแม้ว่าถูกจำต้องอ่านว่า “ซัทเทิ่ล” หรืออย่างคำว่า Debut เด็กบางบุคคลอ่านไม่ถูกว่า “เดบัท” แม้ว่าถูกจำเป็นต้องอ่านว่า “เดบู” หรือบางเวลาก็ย้ำคำไม่ถูก ดังเช่นว่า คำว่า Vegetable ที่คนส่วนมากชอบออกเสียงว่า “เว็ทพี่สาวทเทเบิ้ล” ทั้งที่ถูกจำต้องอ่านว่า “เฝ็จทะเบิ้ล” (ย้ำเสียงที่ เฝ็จ) หรือคำว่า Chocolate ที่บางคนก็อ่านเป็นเสียงหนักเสมอกันว่า

“ช็อคโกแล็ต” ทั้งๆที่ถูกจำเป็นต้องอ่านว่า “ช็อค’ เล็ต” (เน้นย้ำเสียงที่ ช็อค) หรือคำกล้วยๆอย่างคำว่า School ที่บางคนอ่านไม่ถูกว่า “สะคูน” ซึ่งที่ถูกจะต้องอ่านว่า “สข้าล” (ออกเสียง สะ น้อยมากๆแม้กระนั้นย้ำที่ เราล) ฯลฯ หรือบางครั้งเด็กบางครั้งก็อาจจะทราบว่าศัพท์นั้นสื่อความหมายเช่นไร ในรูปของศัพท์ลำพังๆแต่ว่าอาจะไม่คุ้นเคยสำหรับในการใช้ศัพท์ในรูปประโยคก็ได้ ดังเช่นว่า คำว่า Matter เด็กบางทีก็อาจจะทราบว่ามันแสดงว่า “เรื่องราว” แม้กระนั้นเด็กบางครั้งอาจจะไม่รู้เรื่องว่า It doesn’t matter. แสดงว่าอะไร ฯลฯ

โดยเหตุนั้นการหาภาพยนตร์มาให้ลูกได้รับดูที่บ้านอยู่เป็นประจำอย่างสนุกในลักษณะงานว่าง (คุณพ่อกับคุณแม่บางทีอาจจะร่วมรับดูภาพยนตร์กับลูกที่บ้าน ในลักษณะกิจกรรมครอบครัว ก็ได้ครับ) ก็เลยเป็นวิธีสำหรับการฝึกหัดความชำนาญภาษาอังกฤษในลักษณะ Extensive Listening หรือการฟังแบบจับใจความสำคัญ (ผ่านการดูภาพยนตร์ที่ครึกครื้น) ที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีมากมายๆขอรับ ด้วยเหตุว่าเด็กจะรู้สึกถึงความสนุกสนานร่าเริงเป็นลำดับแรก เพียงพอเด็กรู้สึกสนุกสนาน เด็กก็จะมีความสมัครใจสำหรับการทำกิจกรรมเยอะขึ้น สามารถทำกิจกรรมนี้ได้อย่างเป็นประจำ ตลอดมากขึ้นเรื่อยๆโดยไม่ต้องบังคับฝืนกันนะครับ ซึ่งไม่เหมือนกับการฝึกหัดทำแบบฝึกหัด หรือการนั่งท่องคำศัพท์ ที่มีต้นแบบที่คร่ำเคร่งกว่าน่ะนะครับ

Tomothy Simmmons